“สุดๆไปเลยวะฮ่าๆ”
“นั้นดิ หมดสภาพเลยวะจิน ฮ่ะๆ”
คำพูดแสดงอารมณ์ขันเกินพอดีของไอ้สองเพื่อนทำผมหมั่นไส้จนต้องพูดประท้วงออกมา
“พวกแกสองคนจะหัวเราะอีกนานไหม แค่เมื่อกี้แกยังหัวเราะกันไม่พออีกหรือไงวะ”
“ไม่วะ นึกสภาพแกเมื่อกี้แล้วขำไม่หยุดจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าหนุ่มเพลย์บอยอย่างแกจะเสียท่าให้กับหนุ่มน้อยอย่างคาเมะจังได้ ฮ่าๆ”
ยูอิจิมันตอบผมแบบนั้นเล่นอยากเอาอะไรยัดเข้าปากให้มันหยุดพูดหยุดหัวเราะผมเสียที
“แกจะไม่ให้พวกฉันขำได้อย่างไงวะ ก็สภาพแกเหมือนโดนรุมโทรมไม่มีผิดเสื้อผ้าหลุดลุ่ยออกมาหมด”
โคคิบรรยายสภาพผมหลังจากที่มันขึ้นมาที่ห้องคาราโอเกะ เพราะผมบอกมันไว้ในตอนแรกว่าถ้าเห็นอะไรผิดปกติให้รีบขึ้นมาทีห้อง มันบอกผมว่าเห็นคาซึยะเดินลงมาคนเดียวไม่เห็นผมก็เลยตามขึ้นมาดูซึ่งไม่ต้องเดาเลยว่ามันเห็นสภาพผมที่ถูกคาซึยะทิ้งไว้อย่างไม่ไยดีแน่นอน
แต่อย่างน้อยผมก็รู้สึกว่าการที่ให้เพื่อนสองคนเห็นผมก็ดีกว่าพนักงานในร้านล่ะกัน ไม่งั้นแล้วผมคงไม่สามารถมาที่ร้านนี้ได้อีกแน่นอน เพราะทุกคนต่างรู้จักผมกันทั้งนั้น ผมไม่อยากเป็นขี้ปากชาวบ้าน ที่พากันชี้ชวนมองผมเป็นตัวประหลาดแบบนั่นหรอกนะ
“แต่พวกแกควรมีขอบเขตในการขำบ้างสิวะ ขำไปทีเดียวตอนแรกทีพวกแกเจอมันก็ทำให้ฉันรู้สึกแย่เกินพอแล้วยังมาส่งเสียงหัวเราะหลอนประสาทให้อีก”
“เออ พวกฉันสองคนจะหยุดหัวเราะแกก็ได้ แต่ว่าแกจะเอาอย่างไงต่อไปวะ จะปล่อยเรื่องทิ้งไว้แบบนี้หรือ”
“ถึงเขาจะเป็นคนที่ฉันรัก แต่ทำให้ฉันอายขนาดนี้ก็ต้องเอาคืนกันหน่อยสิวะ”
“ต้องเอาคืนเลยหรือวะ แกกล้าทำรุนแรงกับน้องเขาหรือ”
“ฉันไม่มีทางทำอะไรรุนแรงกับเขาหรอกน่า แค่เพียงจะเอาคืนให้เขารู้ว่าการมา หลอกอาคานิชิ จินเล่นน่ะมันเป็นอย่างไร”
“แล้วแกจะทำอย่างไงกับเขาวะ”
โคคิถามพร้อมกับขมวดคิ้วยังกับหน้ายากูซ่าเวลาหาเรื่องคนไม่มีผิด นี่มันเป็นเพื่อนผมหรือว่าหัวหน้าแก็งค์ยากูซ่าวะครับ
“แกกำลังใช้หน้าตาข่มขู่ให้ฉันตอบหรือเปล่าวะโคคิ หน้าแกโหดฉิบหาย”
“หน้าฉันมันก็เป็นแบบนี้ ใครมันจะไปสู้หน้าเทพบุตรอย่างแกได้ล่ะ แล้วตกลงแกจะทำยังไงกับน้องเขา”
“ก็ทำให้เขารู้ว่าฉันน่ะเป็นเพลย์บอยตัวฉกาจยังไงล่ะ”
ผมกดโทรศัพท์หาเรียว แต่มันปิดเครื่อง สงสัยว่าจะไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จะคุยกับผมได้ ผมบอกกับโคคิไปว่าผมจะทำให้คาซึยะรู้ว่าผมเป็นเพลย์บอยที่คาซึยะไม่สามารถจะมาทำเรื่องแบบนั้นแล้วผมจะปล่อยไปได้ง่ายๆ แต่แผนที่ผมคิดขึ้นตอนนี้มันต้องใช้เรียวเป็นนกต่อ สงสัยผมต้องถ่อไปที่คอนโดมันซะแล้ว
“ตกลงแกจะไม่ยอมบอกพวกฉันเหรอวะ ว่าแกจะทำยังไงกับเขา บอกมาแค่นั้นฉันไม่เข้าใจแกเลยสักนิด”
เราทั้งสามคนลงมาจากข้างบนแล้ว กำลังนั่งอยู่ที่หน้าเลาจ์ชั้นล่าง ขณะที่ผมปิดพับมือถือเพราะโทรหาเรียวไม่ติดยูอิจิก็พูดขึ้นมา
“บอกสิวะ แต่ต้องรอให้ฉันได้คุยกับเรียวมันก่อน”
“แกก็โทรหามันตอนนี้สิวะจะได้รู้สักทีมัวแต่อมพะนำอยู่ได้”
“ไม่เห็นเหรอว่าเมื่อกี้ฉันโทรหามันไม่ติด มันปิดเครื่อง สงสัยว่ามันคงอยู่กับใครสักคนวะ คงต้องไปรอมันที่คอนโด”
พอผมบอกพวกมันไปก็พร้อมใจกันบุกคอนโดเรียวมัน เรียกพนักงานมาเช็กบิลกับค่าชั่วโมงห้องคาราโอเกะ จากนั้นพวกผมก็บึ่งรถไปที่คอนโดเรียว ซึ่งไม่ห่างใกล้จากมหาวิทยาลัยเท่าไรนัก เมื่อถึงหน้าห้องผมลองบิดกลอนดู มันล็อกอยู่ สงสัยว่าเรียวจะยังไม่กลับมา
“เรียวมันไม่อยู่ในห้องวะ เอาไงดี”
“ลองโทรหามันอีกรอบดีไหม เผื่อมันจะเปิดเครื่องแล้ว”
ยูอิจิแนะนำผมให้ลองโทรหาเรียวอีกครั้งผมเลยหยิบโทรศัพท์ ขณะที่กำลังกดโทรหามัน เรียวมันก็โทรเข้ามาหาผมพอดี ผมจึงกดรับ
“เมื่อครู่แกโทรมาทำไมวะ จะรายงานผลในห้องให้ฉันฟังหรือ”
“ก็ส่วนหนึ่ง แต่ฉันมีเรื่องอยากให้แกช่วยหน่อย ตอนนี้แกอยู่ไหนวะเรียว”
“ข้างล่างคอนโด ถ้าให้ฉันเดาตอนนี้พวกแกอยู่หน้าห้องฉันล่ะสิ”
“ถูกต้องครับ รีบขึ้นมาเร็วๆ ไอ้โคคิ รอจนหน้าแก่แล้วเว้ย ฮ่ะๆ”
เรียวหัวเราะคำพูดชวนขันที่ผมพูดไปก่อนจะรับคำ ว่าจะรีบขึ้นมา เพียงไม่นาน ไอ้หล่อหน้าคมเพื่อนผมก็โผล่มา “ว่าไงวะ มีเรื่องอะไรจะให้ฉันช่วย”
“ก็..”
“แกสองคนอย่าเพิ่งมายืนคุยกันหน้าห้องได้หรือเปล่าวะ ยืนตรงนี้มันเมื่อยนะเว้ย เข้าไปคุยข้างในห้องแกได้เปล่าวะเรียว”
ขณะที่ผมกำลังจะพูดเรื่องที่จะให้เรียวช่วยโคคิก็บ่นอุบว่ามันเมื่อยขอเข้าไปนั่งคุยกันข้างใน
“บ่นเป็นคนแก่ไปได้ จะเข้าก็รีบเข้ามาไม่งั้นจะปิดประตูนะเว้ย”
เรียวมันแอบค่อนขอดโคคิเล็กน้อยก่อนจะไขกุญแจและเปิดประตูเชิญพวกผมเข้าไปในห้อง จริงๆพวกผมเคยมาที่ห้องเรียวกันหลายครั้งแล้ว เวลาทำงานกลุ่มหรือนัดกินเหล้ากัน เพราะเห็นว่าคอนโดมันสะดวกใกล้มหา’ลัย ห้องเรียวก็เลยเป็นที่ซ่องสุ่มของพวกผมไปโดยปริยาย
เมื่อพวกผมเข้ามาในห้องก็พากันอัญเชิญตัวเองนั่งบนโซฟาในห้องของเรียวโดยที่เจ้าของห้องไม่ต้องเชิญให้เมื่อยปาก มันเห็นการกระทำของพวกผมก็เอ่ยคำที่ไม่เสนาะหูเอาเสียเลย
“พวกแกนี้ไม่มีสมบัติผู้ดีของความเกรงใจคนอื่นหรือไงวะ แต่จะว่าไปพวกผู้ร้ายอย่างแกคงไม่มีความเกรงใจกับเขาหรอก เดี๋ยวฉันเขาไปเปลี่ยนเสื้อก่อนแล้วจะออกมาคุยด้วย”
มันพูดว่าพวกพบเสร็จปุ๊บก็ไม่รอคำท้วงติงจากพวกผมสักนิด
“ก็เพราะมันชอบปากเสียว่าคนอื่นแบบนี้ฮิโระจังถึงไม่ตอบรับรักมันสักที”
“แต่จะว่าไปทำไมเรียวถึงชอบฮิโระจังนักหนาทั้งๆที่เขาไม่ชอบมันแท้ๆ คนที่ชอบมันก็มีตั้งหลายคน”
ผมกล่าวขึ้นถึงคำถามค้างคาใจนั้น ผมรู้เรื่องจากปากมันนานแล้วว่ามันชอบใครอยู่คนหนึ่ง แล้วมันก็พยายามจีบทั้งๆที่เขาทำหน้ารังเกียจมันทุกครั้ง ที่ผมทราบก็เพราะเรียวเล่าให้ผมฟังตอนมันเมามากเมื่อครั้งหนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเรียวจะพ่ายรักให้กับหนุ่มน้อยผอมบางอย่างนั้นได้
“ฉันออกไปครู่เดียวนินทากันเลยหรือแล้วก็ไม่ใช่กงการอะไรที่แกจะต้องมาสืบหรอกว่าทำไมฉันถึงชอบฮิโรกิ”
คำถามที่ผมพูดลอยๆกลับได้รับการตอบจากเจ้าตัวเสียนี่ เรียวเดินออกมาพร้อมกับนั่งลงที่โซฟาเดียวกัน
“ก็แค่อยากรู้บ้าง ทีเรื่องของฉันแกยังรู้ทุกเรื่องเลย”
“แกนี่มันสู่รู้จริงๆ แล้วตกลงแกจะให้ฉันช่วยอะไร”
เรียวเปิดประเด็นที่ผมตั้งใจจะมาคุยกับมันวันนี้ ไอ้สองคนที่มาด้วยก็ตั้งหน้าตั้งตาฟังไม่กระดิกเชียว
“ไม่มีอะไรมากหรอก แค่แกจะต้องทำตัวเป็นนกต่อส่งข่าวเรื่องฉันให้กับคาซึยะเท่านั่นล่ะ”
“ข่าวอะไรของแก นี่แกคิดจะทำเรื่องอะไรอยู่วะ”
“ก็กำลังพยายาม มีตัวตนในชีวิตของคาซึยะน่ะสิ”
ผมตั้งใจอย่างที่พูดจริงๆ ผมต้องการจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขา คาซึยะต้องจดจำผมได้ แผนที่ผมจะให้เรียวทำก็คือ ให้มันบอกกับคาซึยะว่าผมมาถามเรื่องของเขาว่าเป็นใครมาจากไหน เขาต้องตกใจแน่ๆถ้าผมทราบว่าเขาไม่ใช่ผู้หญิงและจะต้องคิดว่าผมกำลังตามหาตัวเขาอยู่เพราะเรื่องที่เขาทำกับผมที่คาราโอเกะ ใจจริงผมน่ะไม่ได้โกรธเคืองจริงจังหรอก
เพราะผมรู้ว่าเขาทำเพราะความนึกสนุกแบบเด็กๆ แล้วที่สำคัญ คาซึยะทำให้ผมมีความสุขแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต ผมเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับคาซึยะ พอมันทราบว่าผมถูกทิ้งไว้ในสภาพไหน ก็หัวเราะผมไม่หยุด จนอยากจะหาอะไรฟาดมันให้เงียบซะตรงนั้น และกว่ามันจะหยุดขำผมได้ก็ใช้เวลานาน จนผมอยากจะกลับห้องให้รู้แล้วรู้รอด แต่ผมก็ทำไม่ได้ สุดท้ายเมื่อมันหยุดขำ ผมบอกถึงแผนที่จะให้เรียวทำ ซึ่งเมื่อฟังจบโคคิก็พูดขึ้นทันที
“แล้วเมื่อเขาคิดว่าแกกำลังตามหาตัวน้องเขา แกจะทำยังไงต่อ”
“ก็แสดงบทบาทโกรธให้สมจริงอย่างไงล่ะ”
.
..
...
ฟ้าใส แดดอ่อน ลมพัดพอเย็นสบาย ช่างน่าเป็นใจสุดๆล่ะ
หลังจากที่เมื่อวานผมนัดแนะกับเรียวแล้ววันนี้ก็ได้ฤกษ์ตามแผนที่ได้วางกันไว้ ตอนนี้ผมนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำในคณะ ใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเพราะมัวแต่ลอยตามคนหน้าหวานหุ่นสวยบาดตาอยู่เรื่อย ผมกดโทรศัพท์หาเรียว มันบอกว่าตอนนี้อยู่ที่ห้องสมุดกำลังทำตามแผนของคาซึยะเพื่อจะจีบฮิโระจังให้ติด ดูท่าว่าจอมวางแผนอย่างคาซึยะคงไม่รู้ตัว ว่าตอนนี้กำลังโดนแผนหลอกตาชุดใหญ่ โดยมีพี่ชายตัวเองที่กำลังช่วยอยู่ มาร่วมก๊วนกับผมด้วย
มันบอกว่าตอนนี้คาซึยะน่ากำลังจะคุยกับยามะพีอยู่ ตอนแรกผมค่อนข้างจะสงสัยว่า ยามะพีไปเกี่ยวข้องอะไรกับคาซึยะ เรียวก็เลยเผยว่า คาซึยะกำลังช่วยให้ยูยะเพื่อนของคาซึยะที่ชอบยามะพีสมหวัง คาซึยะเป็นคนที่ชอบจับคู่และมักเป็นศิราณีให้คนอื่นอยู่เสมอ ช่างเป็นคนดีสมกับหน้าตาน่ารักๆของเขาชะมัดเลย
เรียวบอกผมว่าอีกสักพักคาซึยะคงโทรมาถามความก้าวหน้าของแผนที่เขาวางไว้ให้เรียว ตอนนั้นมันจะบอกเรื่องผมให้คาซึยะฟัง จากนั้นก็วางสายไป ผมอดใจรอไม่ไหว ผมอยากเจอหน้าคาซึยะใจจะขาด เลยลุกขึ้นเพื่อจะแอบไปดอดมองแถวตึกคณะของเขา แล้วผมก็เจอเขาเข้าพอดี คาซึยะนั่งอยู่กับฮิโรกิ ดูท่าว่าคงคุยกับยามะพีเรียบร้อยแล้วกระมัง ถึงได้มานั่งอยู่ที่โต๊ะแบบนี้ ผมพยายามหาต้นไม้แถวนั้นหลบแอบดูเขา ไม่นานนักก็เห็นเขาลุกขึ้นยืนเดินห่างออกจากโต๊ะ พร้อมกับหยิบโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกง ท่าผมเดาไม่ผิดเขาน่าจะโทรศัพท์หาเรียวแน่
ผมไม่ได้ยินเสียงว่าคาซึยะคุยอะไร ตอนแรกเขายิ้มและหัวเราะอยู่ดีๆ สักพักก็หน้าซีด รอยยิ้มจางหายจากบนใบหน้าเขาทันที ผมมีลางสังหรณ์ว่าเขาต้องทราบเรื่องผมแล้ว คาซึยะปิดพับโทรศัพท์เครื่องเล็กลง ไม่ถึงนาที เรียวก็โทรหาผม
“ฉันบอกเรื่องที่แกให้ฉันพูดกับคาซึยะไปแล้ว ไม่รู้ว่าคาซึยะเป็นยังไงบ้างจู่ๆก็เงียบลงไปเรียกขานก็ไม่ตอบ ฉันเลยโทรมาหานายเลย ”
“ก็ไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่หน้าซีดเป็นไก่ต้มเท่านั้นเอง”
“ทำไมแกรู้ล่ะว่าคาซึยะเป็นอะไร”
“ก็เพราฉันยืนแอบมองเขาอยู่น่ะสิ เห็นทีว่าละครอีกฉากของฉันกำลังจะได้เริ่มแล้ววะ ฮ่ะๆ”
ผมวางสายโทรศัพท์ลง เดินเข้าไปสวมกอดทางด้านหลังของคาซึยะ เขาสะดุ้งเฮือกก่อนจะหันหน้ามาพบผม ผมเพิ่งทราบว่าใบหน้าเขาขาวซีดยิ่งกว่าที่เห็นจากระยะไกลอีก หรือเขาเพิ่งมาซีดเมื่อผมประชิดตัวเขากันก็ไม่ทราบ ใบหน้าของคาซึยะแทบไม่เหลือเค้าของคนชอบยั่วเมื่อคืนเลยแม้แต่น้อย เขาเสมือนนกน้อยที่อยู่ในมือผมที่จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ผมฉาดรอยยิ้มที่คิดว่าดูร้ายกาจที่สุดให้กับคาซึยะ พร้อมกับพูดทักเขาไป
“ทำไมถึงทำหน้าตกใจกันล่ะ หืม คนเคยๆกันอยู่ แค่คืนเดียวลืมกันหมดแล้วหรือ”
ผมจับคางคาซึยะให้เงยขึ้นมาจ้องตากับผม ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขาจนรู้สึกถึงลมหายใจที่ถี่เร็ว แสดงได้ถึงภาวะจิตใจที่ตื่นตระหนก
“ไม่ลืมหรอก ใครจะลืมกันเล่า”
เขาตอบผมมาแบบนั้นโดยที่ไม่หลบสายตาผมเลย เหมือนกับว่าคาซึยะพยายามที่จะใช้สายตาต่อกรผมอยู่
“อย่างนั้นหรอก หรือ แต่ทำไมสีหน้าของนายถึงซีดขาวแบบนี้ละ กลัวอะไรอยู่”
ผมพูดถามเขาไปจากสิ่งที่เห็น ใบหน้าคาซึยะขาวซีดยิ่งกว่าเดิม ริมฝีปากที่เคยแดงก็จืดลงอย่างน่าใจหาย นี่ผมทำให้เขากลัวจนเกินไปหรือเปล่า แต่ผมจะใจอ่อนตอนนี้ไม่ได้ เสียแผนที่ผมวางไว้หมด
“ฉันไม่ได้กลัวอะไรนายสักหน่อย”
“โอ๊ะ..โอ..ฉันบอกแล้วหรือว่านายกำลังกลัวฉันอยู่”
ถึงมันจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูดเพราะคาซึยะจะต้องฉุนขาด แต่ผมตั้งใจให้เขาโกรธผมนี่น่ะ ฉะนั้นก็จำเป็นที่ต้องพูดมันออกไปล่ะ
“นายกล้าดียังไงถึงพูดกับฉันแบบนี้”
“ทำไมล่ะ คนสนิทชิดเชื้อก็พูดคุยกันแบบนี้ไม่ใช่หรือ”
ผมบอกพร้อมรวบตัวเขา ให้เนื้อกายของผมสัมผัสกันกับคาซึยะมากขึ้น ร่างกายเขานิ่มไปทุกส่วนเลยอยากกอดรัดฟันให้หายนุ่มไปซะใบหน้าของผมกับคาซึยะเริ่มใกล้กันมากขึ้น ผมเริ่มเห็นสีสันบนใบหน้าเขาแล้วล่ะ
“เราไม่ได้เป็นคนที่สนิทกัน”
“แล้วระหว่างที่นายทำให้ฉันเมื่อคืนนั้นเรียกว่าไม่สนิทงั้นหรือ ขนาดคนไม่สนิทกันนายยังยอมทำถึงขนาดนี้ ช่างน่าอิจฉาคนสนิทของนายเหลือเกินเพราะคงได้รับอะไรที่ถึงเนื้อถึงตัวกันมากใช่ไหม”
ใจจริงผมไม่อยากว่าเขาเช่นนั้นเลย แต่เขาดันมาบอกผมเองว่าเราไม่สนิทกัน แหมก็ผมอยากจะสนิทกับเขานี่ เขาพยายาม ผลักไสผมแต่ผมจะเกาะคาซึยะไม่ไปไหนเสียล่ะ คาซึยะเริ่มหน้าแดงด้วยอารมณ์โทสะ
“นายกล้าดียังไงถึงมาว่าฉัน ฉันไม่ได้เป็นคนอะไรแบบนั้นอย่างที่นายคิดหรอกนะอาคานิชิ จิน!!”
พูดจาแกล้งหยอกเท่านั้น แต่คาซึยะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาเชียว ผมไม่แม้แต่จะคิดว่าเขาเป็นคนแบบนั้น แต่ตอนนี้ผมเล่นละครตบตาเขาก็ต้องเล่นให้ถึงที่สุด
“หึ....แล้วที่ทำกับฉันเมื่อวานเพื่อความสนุกงั้นสิ นายเห็นฉันเป็นของเล่นฆ่าเวลาใช่ไหม คาเมนาชิ!”
“นายก็คิดกับฉันแบบนั้นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ก็สนุกกันทั้งคู่น่าจะจบไปแล้วนี่นายจะเอาอะไรอีก”
“ใช่มันควรจะจบ ถ้านายไม่ทิ้ง ปล่อยให้ฉันอับอายแบบนั้น ฉันต้องทนสายตาของไอ้พนักงานบ้านั่นที่รวมหัวกันหัวเราะในสภาพที่น่าอนาถ รู้ไหมคนอย่างอาคานิชิ จินน่ะไม่ยอมให้ใครมาทำแบบนี้แล้วชิงหนีไปหรอก!!”
เป็นเหตุการณ์ที่ผมไม่มีวันลืมเลยว่าถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพเกือบล่อนจ้อน ผมเอามาเป็นข้อเรียกร้องว่าผมควรจะเอาคืนและโกรธเขา
“หึ....มันก็สมแล้วนี่ กับพวกมักมากแบบนาย แค่นี้ยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำรู้หรือเปล่า”
ดูท่าที่เรียวใส่ไฟว่าผมเป็นเพลย์บอยจีบหญิงไปทั่วนั้นคงฝังใจคาซึยะที่รักแน่ แต่มันทำให้ผมกลายเป็นคนไม่ดีในสายตาเขา เห็นทีว่าถึงคราวที่ต้องสารภาพความจริงเขาจะมองผมใหม่ล่ะนะ ในเมื่อเขาพูดจาดูถูกผมก็ควรจะต้องทำท่าทางโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง กัดฟันกรอดๆ ให้ดูสมจริงสมจัง พร้อมกับพูดจาโต้เขาไป
“ปากดีมาก สมกับที่ใช้ปากเก่งนะ เรื่องนั้นมันเป็นประเด็นแรกที่ฉันโกรธ แต่ที่ฉันเจ็บใจมากที่สุดคือฉันให้ผู้ชายอย่างนายหลอก!!”
อันนี้เป็นสิ่งที่ผมจะควรโกรธกับเขามากที่สุดในสถานการณ์จอมปลอม เพราะผมบอกเขาว่าเกลียดเกย์ ไม่ชอบผู้ชาย เมื่อโดนเขาหลอกก็ควรที่จะมีโทสะเกิดขึ้น|
137 |
“ก็นายโง่เองนี่ที่เชื่อว่าฉันเป็นผู้หญิง แล้วไงล่ะนายก็รู้สึกดีกับสิ่งที่ผู้ชายอย่างฉันทำให้นายไม่ใช่หรือ..แถมยังครวญครางแบบสุขสมเสียด้วย...ทั้งๆที่นายเคยดูถูกพวกที่ชอบผู้ชายและมีอะไรกันเอง นายเองก็ไม่ต่างอะไรกันหรอกรู้ไหมอาคานิชิ!”
คาซึยะยิ้มเยาะจ้องตาตอบผม ด้วยสถานภาพที่ต้องโกรธแบบสุดจึงต้องถึงขั้นใช้กำลังกับเขาด้วย ผมใช้มือจับบีบที่ข้อมือขาวเนียนของคาซึยะ ผมเชื่อว่าเขาเจ็บไม่น้อย แต่ผมไม่มีทางเลือกจริงๆ
“หึ ฉันไม่ปฏิเสธหรอกว่าที่นายทำมันรู้สึกดีแค่ไหน แต่มันยังไม่พอรู้ไหม ฉันไม่ได้โง่หรอกนะที่จะไม่รู้ว่าเวลาที่ผู้ชายเหมือนกันมีอะไรกันทำแบบไหน มันยังไม่ครบสูตรเลยนี่น่ะคาเมนาชิ นายไม่อยากลองให้ครบหน่อยหรือ”
ผมตอกกลับใส่เขาอย่างเมามัน พูดจาในสิ่งที่ทำให้เขาต้องเพิ่มสีแดงบนใบหน้ามากขึ้น ผมทราบว่าที่พูดไปมันส่อไปในทางที่ไม่ดี แต่ผมก็ต้องพูดมันออกไปให้สมจริงที่สุด
“ไม่!....นายมันน่ารังเกียจอาคานิชิ ทั้งๆที่นายยืนกรานเกลียดคนอย่างพวกฉันแต่กลับคิดที่จะมามีอะไรกับฉันเนี่ยนะ!! นายมันเลวที่สุด!”
แล้วก็อย่างที่คาดไว้ คาซึยะด่าผม เขาเกลียดชังคนอย่างผม เพราะผมทำตัวเป็นคน ตระบัติสัตย์ กระทำในสิ่งที่ตนเองเคยบอกว่ารังเกียจเสียเต็มประดา ผมจับกระชากตัวคาซึยะเข้ามาและขืนจูบเขาไป ในตอนแรกเขามีท่าทีขัดขืน แต่สักพักเขากลับสงบลงยอมให้ปลายลิ้นของเราสองคนสัมผัสไล่เลียไปมา เมื่อผมละริมฝีปากออก เขาก็ทำตาวาวโรจน์ก่อนจะถูเช็ดที่ริมฝีกปากของเขาอย่างแรง ผมเลยอดจะประชดเขาอีกทีไม่ได้
“เช็ดออกทำไมล่ะ ที่เมื่อวานนายยังยอมรับจูบฉันแบบเต็มใจเลยนี่นะคาเมนาชิ”
สิ่งที่ผมพูดออกไปแสดงถึงความไม่พอใจของผมจริงๆไม่ได้เป็นไปตามบทบาทที่ผมแสดง เขาเช็ดจูบของผม คาซึยะทำแบบนั้นเป็นการรังเกียจจูบของผม ทั้งที่เมื่อวานนี้เราสองคนต่างแลกจูบกันดูดดื่ม แล้วเมื่อพลันเขาฟังสิ่งที่ผมพูดเขาก็ตะโกนด่าผมกลับมา
“นายมันน่ารังเกียจ อาคานิชิ!!”
“ฉันมันน่ารังเกียจ แต่นายก็ต้องเป็นของคนที่น่ารังเกียจแบบฉัน ไม่มีทางรอดหรอก!”
ผมอดรนที่จะทนคำว่าของเขา จึงกล่าวบอกเขาด้วยอารมณ์และสีหน้าที่ผมทราบดีว่ามันโกรธอย่างสุดแสน คาซึยะยกยิ้มเยาะก่อนจะพูดด้วยเสียงกร้าวว่า
“คิดเหรอว่าฉันจะยอม! นายไม่มีทางจะได้แตะต้องฉันอีกหรอกนะอาคานิชิ!!”
เขาลั่นวาจาพร้อมกับพยายามขืนมือตัวเองออกจากพันธนาการของผม แรงแค่นั้นไม่มีทางที่จะหลุดรอดไปได้หรอก ผมจึงยกยิ้มเยาะให้เขาไม่ต่างจากที่เขาทำมา
“งั้นหรือ นายจะทำอะไรล่ะเรียกให้คนมาช่วย? หรือนายจะแกล้งหลอกอะไรฉันอีกดี เพราะฉันคิดว่านายคงไม่มีทางรอดจากฉันได้ด้วยแรงของตัวเองหรอกนะ อ่า...หรือนายจะใช้มารยาที่มากกว่าผู้หญิงของนายลวงฉันอีกล่ะ แต่ขอบอกไว้เลยนะว่าฉันไม่มีทางตกหลุมพรางนายเป็นหนที่สองหรอก คาเมนาชิ!”
ผมพูดจาปรามาสใส่เขา เป็นคำที่ผมรู้สึกว่าเมื่อพูดออกไปแล้วอยากถอนคำพูดตัวเอง เพราะผมไม่อยากจะดูถูกคาซึยะเลยแม้แต่น้อย “นายกำลังสบประมาทใครอยู่รู้หรือเปล่า อาคานิชิ จิน
“แล้วนายเป็นใครกันล่ะ คาเมนาชิ หืม”
น้ำเสียงผม คงทำให้คาซึยะฉุนอยู่ไม่น้อย ผมเชยคางมนพร้อมกับเขยิบให้กายทั้งสองเราแนบสนิทมากขึ้น คาซึยะจ้องตาผมก่อนจะบอกว่า
“นายถอยห่างออกไปเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วย!”
เขาส่งเสียงขู่ ทำยังกับแมวจนตรอกที่พยายามขู่สุนัขตัวใหญ่ทั้งที่รู้ว่าเสียงขู่ที่ทำออกไปไม่ทำให้สุนัขกลัวเลยสักนิด เพราะถึงเขาจะร้องให้ตายอย่างไรก็คงไม่มีใครมาช่วยเขาได้หรอก เนื่องจากที่พวกผมทั้งสองคนอยู่คือหลังตึกของคณะ ซึ่งหาผู้คนในการสัญจรไปมาได้ยาก ผมจึงบอกเขา ให้ดูว่าที่นี้มันส่วนไหนของมหาวิทยาลัย ร่างบอบบางเหลียวซ้ายแลขวาแล้วก็เริ่มหน้าซีดอีกครั้ง
“ ฉันไม่ทำนายเจ็บหรอก นายก็น่าจะชินแล้วไม่ใช่หรืออย่างไง มันไม่ใช่ครั้งแรกของนายนี่”
“มัน ไม่....”
คาซึยะชะงักปาก ใบหน้าถูกฉาดด้วยสีแดงเต็มไปหมด ไม่น่าเชื่อว่าเขากำลังเขิน ที่เขาเถียงผมไม่ได้แสดงให้เห็นว่า คาซึยะยังไม่เคยกับใคร เขายังบริสุทธิ์ ทำเอาใจผมลิ่งโลด มีความสุข ผมจะได้เป็นคนแรกของเขา เวลาเขาเขินจนหน้าแดงน่ารักน่าหยิกจริงๆเลยครับ
“ ทำไมถึงหน้าแดงแบบนี้ จะปฏิเสธอะไรอย่างนั้นหรือเงียบทำไมกันล่ะ อ่า...หรือว่าที่จริงแล้วนายยังไม่เคย”
“ไอ้บ้า!...พูดจาสุนัขๆแบบนี้ได้ไง....นายนี้มัน...”
เขาด่าผมฉับ แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามันเหมือนคำชม อาจเพราะเพียงรู้ว่าเขายังไร้มลทิน คาซึยะปากแดงหูแดงหน้าเห่อไปหมด เขาดูเหมือนผลเชอร์รี่สุกอิ่มอย่างนั่นล่ะ ผมเลยอดแกล้งเขาไม่ได้
“มันอะไร จะด่าอะไรก็ช่วยพูดให้จบหน่อยสิ อย่าทำให้ค้างคา อ่า...หรือว่านายชอบให้มันค้างๆคาไว้กัน”
กระซิบเข้าที่ข้างหูของคาซึยะจากนั้นก็ไล้ริมฝีปากพรมจูบที่หูจนไล่งับลงที่ติ่งหูนิ่มของเขา ตัวเขาสั่น แต่หน้าเชิด ทำปากยื่นปากงอน ผมอยากงับปากเขาให้หายงอนชะมัด คาซึยะพยายามที่จะดิ้นให้ตนหลุดรอดจากการกักขังของผม
“อย่าพยายามดิ้นเลย คาซึยะที่รัก ยิ่งดิ้นจะยิ่งเจ็บเองนะจ๊ะ”
ผมพูดจาเสียงอ่อนให้กับเขา เพราะถ้าเรายิ่งดิ้นมากเท่าไรผมต้องใช้แรงยึดเขาไว้ มันจะทำให้เจ็บไปทั้งสองฝ่าย คาซึยะจะเจ็บตัว และผมจะต้องเจ็บใจที่กระทำรุนแรงกับเขาเช่นนี้
ใบหน้าเล็กก้มต่ำลงไป จนผมตกใจนึกว่าตนเองทำรุนแรงเกินไปจนเขาสลบ แต่จู่ๆคาซึยะก็เงยหน้าขึ้นโปรยยิ้มหวาน ทำใจผมผิดจังหวะไปเสต็ปหนึ่งสายตากร้าวที่จ้องมองผมไม่ลดละแปรเปลี่ยนเป็นดวงตาหวานใส
เขาเหมือนแองเจิลตัวน้อยในอ้อมแขนผมเลย และจู่ๆคาซึยะก็เปลี่ยนโหมดฉับพลัน เขาส่งเสียงออดอ้อนให้ผมปล่อยแขนเขา ทำให้ผมอ่อนยวบ แค่ปกติผมก็แพ้ใบหน้าคาซึยะอย่างไม่ต้องตั้งต้นสู้ก็รู้ว่าแพ้ทันที แล้วมาทำน้ำเสียงพร้อมใบหน้าอ้อนเหมือนลูกแมวตัวน้อยๆ ใจผมก็แกว่งเริ่มคลายแรงที่มือออกน่ะสิครับ
และเขายังเบียดตัวเข้ามาใกล้ผมริมฝีปากคาซึยะสัมผัสลงที่ปลายคางผม ทำเอาตัวผมนิ่งค้าง มืออ่อนปวกทันตา แล้วจู่ๆเขาก็เปลี่ยนสีหน้าพร้อมกับใช้ขาของเขาศอกเข้าที่จินน้อยผมอย่างจัง ผมร้องโอดเจ็บแสนเจ็บเขาไม่รู้หรือว่ากล่องกลางดวงใจมันบอบบาง เพียงเจอแรงกระแทกเล็กน้อยก็เจ็บแล้ว แต่เขากลับใช้แรงศอกของกระดูกข้อต่อบริเวณเข่าที่แข็งแรงกระทบกับสิ่งอ่อนไหวของผม มันแสบร้อนปวดร้าวแล่นลามทั่วตัว
ผมใช้มือกุมบริเวณที่ถูกกระแทกทรุดฮวบลงพื้น ไม่สามารถที่จะคงตัวให้ยืนอยู่ได้ในสภาพเจ็บปวดเช่นนี้
“ท่าทางจะเจ็บน่าดูเลยนะจิน หวังว่าน้องชายนายคงไม่เสียหายมากหรอกใช่ไหม”
สีหน้าคาซึยะตอนที่เขามองผมเหมือนตอนที่ทิ้งผมไว้ในห้องคาราโอเกะไม่มีผิด ใบหน้าที่ดูสะใจพร้อมรอยยิ้มร้ายถูกจุดขึ้น แต่ถึงเขาจะกระทำรุนแรงกับผมเท่าใด ผมไม่มีทางจะรู้สึกโกรธชังเขาเลย แต่ด้วยสปิริตดีเยี่ยมของผู้แสดงนำชั้นดี ผมต้องแสดงบทบาทโกรธแค้นเขาให้สมจริง จึงพยายามเค้นเสียงที่แสดงถึงความโกรธชังเขา พร้อมกันนั้นต้องแสดงสีหน้าอันเจ็บปวดด้วย ถึงแม้ว่ามันจะเจ็บอยู่แล้วจริงๆก็ตาม
“นาย....จะ....จำเอาไว้...ฉันจะเอาคืนนาย...”
พลันเขาได้ยินเสียงพร้อมสีหน้าที่แสดงความโกรธของผม เขายิ้มร่า ดูมีความสุข สงสัยว่าเขาจะเป็นพวกซาดิสม์หรือเปล่าตั้งแต่ตอนจับผมมัดในห้องคาราโอเกะแล้วคราวนี้เขามาศอกน้องชายผม แต่กลับยิ้มหัวเราะอย่างมีความสุข
“ยินดีอย่างยิ่ง รีบๆมาล่ะ”
เขาพูดเชิญชวนผมในเอาคืนเขา กล้ามากที่ชวนผม เพราะลูกผู้ชายอย่างผมน่ะฆ่าได้หยามไม่ได้ ผมพยายามที่จะพูดต่อกับคาซึยะ แต่ร่างบอบบางหันหน้าหนีและเดินออกห่างจากบริเวณที่อยู่ไปอย่างรวดเร็ว
ตกลงว่าครั้งนี้ผมพ่ายให้เขาไปเสีย ตั้งใจจะแสดงมาดเพลย์บอย ข่มให้เขานึกหวาดกลัวว่าผมนั่นไม่ใช่คนที่เขาจะมาเล่นได้ แต่เจ้าตัวนั้นใจแข็งสู้คน ถึงจะทำสีหน้ากลัวในตอนแรก แต่ก็เล่นผมซะแสบจนอยากตีก้นซะให้เข็ด
แผนผมก็เลยพังไม่เป็นท่า เห็นทีว่าคงต้องฟังคำหัวเราะเยาะจากพวกเพื่อนผมแน่ เมื่อครู่ผมอยากเดินตามและกระชากเขาสู่อ้อมกอดผม แต่ผมเจ็บน้องชายแทบจะลุกไม่ไหว ความคิดนั้นเลยเป็นหมันไป
ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกดีขึ้นจึงพยายามลุกขึ้นยืน แต่ก็ยังปวดแปลบๆอยู่ตลอด ผมฝืนเดินในท่าทีไม่น่าดูเท่าไร เพราะผมกุมจินน้อยเพราะเขาว่ามือของคนเราสามารถบรรเทาอาการปวดได้ผมก็หวังว่ามันจะช่วยผมได้จริงๆ
ขณะที่ผมเดินกลับมาที่โต๊ะคณะ ทุกคนต่างมองผม ผู้หญิงที่เดินผ่านเห็นผมก็หัวเราะกันคิกคัก ผมได้แต่ยิ้มเจื่อนๆตอบพวกเธอและรีบเร่งเดินไปสู่ที่นั่งตรงโต๊ะประจำของกลุ่มผม
“นั่นแกเป็นอะไรวะจิน ทำไมถึงเดินกุมเป้ามาแบบนั้น”
เสียงถามทักจากเพื่อนหน้าหล่อผิวแทน มันนั่งอยู่ที่โต๊ะพร้อมกับน้องหน้าใสตัวเล็กคนนั้น ดูท่าว่าการพูดคุยระหว่างมันกับคาซึยะเรื่องน้องตากลมคงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีไม่งั้นคงไม่นั่งหวานชื่นจับมือไม่ปล่อยแบบนี้หรอก
“แล้วทำไมแกเดินโขยกเขยกอย่างนั้นด้วยล่ะ”
ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบยามะพี เพื่อนเหลี่ยมก็สวนถามต่อมาอีกคน ผมฝืนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ได้สำเร็จก็ตอบคำถามที่พวกมันถามมา
“ก็คาซึยะ น่ะสิ ทำฉันแสบสุดๆ”
“คาเมะจังไปทำอะไร อาคานิชิซัง หรือฮะ”
“เอ่อ...ก็”
คุณน้องแก้มป่องถามผมมาก็ใบ้กินสิครับ ขืนผมเล่าเรื่องไปความแตกหมดพอดี ยามะพีคงเห็นสีหน้ากระอักกระอวนของผมก็เลยพูดขึ้นมา
“แกพูดมาเหอะจิน ยูยะคนรักของฉันไม่ปากโป้งออกไปหรอก”
มันพูดมาแบบนั้น น้องยูยะเลยหน้าแดง อายม้วนไปเลยทีเดียว
“ท่าทาง น้องเขาคงยังไม่ชินกับคำว่าคนรักของแกล่ะมั้ง ดูสิหน้าแดงใหญ่แล้ว”
ผมพูดล้อ ตามสิ่งที่เห็น ยูยะเลยยิ่งเสริมความแดงบนใบหน้าอีกเท่าตัว ส่วนยามะพีก็ยิ้มซะเต็มแก้ม อารมณ์ดีเกินปกติ ผมเข้าใจว่าข้าวใหม่ปลามันย่อมจะมีความสุขเห็นอะไรก็เป็นสีชมพูอมม่วงลอยซะหมด เห็นยามะพีมันมีความสุขหมดคราวเคราะห์กับคนรักเก่าของมันเสียที
“ยูยะเขาขี้อาย แกยังไปล้อเขาเล่นอีก แล้วตกลงแกจะไม่เล่าให้พวกฉันฟังหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาย”
ในเมื่อยามะพีคอนเฟิร์มว่ายูยะจะไม่ปูดเรื่องของผมให้คาซึยะฟังผมก็ตั้งท่าเล่า ขณะจะเอ่ยปาก ก็มีเสียงร้องทักอย่างอารมณ์ดี จากเพื่อนหน้าเข้ม
“พวกแกมาอยู่ตรงนี้น่ะเอง”
ผมเหลียวหันไปมอง เห็นพี่เขยในอนาคตมาพร้อมกับ ฮิโรกิซะด้วย เรียวยิ้มหน้าบานจูงมือฮิโรกิเข้ามาที่โต๊ะ
“ปี๊ด ปิ๋ว กลุ่มเรามีคู่รักเพิ่มมาอีกคู่แล้ววะ ฮ่ะๆ”
โคคิมันผิวปากแซวเรียวกับฮิโรกิ ทำเอาฮิโรกิตีเข้าที่ไหล่ของเรียวกลบเกลื่อนอาการเขิน พอฮิโรกิทำท่าจะตีอีกรอบเรียวมันก็จับไว้ทันแถมยังกุมมือนั่นมาหอมโชว์พวกผมอีกต่างหาก แน่จริงวะเพื่อนผม
“ปล่อยนะ มาทำแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นได้อย่างไงไม่อายเขาหรือ”
ฮิโรกิค้อนหน้างอ แต่ผมว่าถึงเขาจะทำหน้าอย่างไร เรียวก็คงเห็นว่าฮิโรกิน่ารักอยู่ดี ไม่ต่างอะไรกับผมหรอกที่ไม่ว่าคาซึยะจะทำหน้าแสนงอนยังไงเขาก็ดูน่ารักเสมอ ผมเห็นสองคู่หวานชื่นแล้ว อยากเจอคาซึยะชะมัด
“เพื่อนฉันทั้งนั้นคนอื่นที่ไหน แล้วตอนนี้เราสองคนเป็นแฟนกันแล้วจะอายเขาทำไมกันเล่า”
“รู้สึกว่า เพื่อนฉันแต่ล่ะคนดูมีความสุขกับคนรักของตัวเอง เห็นทีต้องหาคนรักกับเขาบ้างแล้ววะ”
ยูอิจิพูดแทรกขึ้นพร้อมกับยิ้มทะเล้นใส่คู่หวานสองคู่
“ก็ลองรักใครสักคนดูสิวะ แล้วจะรู้ว่าเวลาอยู่กับคนที่ตัวเองรักมันมีความสุขขนาดไหน”
“ฉันก็มีนะเว้ยเรียว รักมาก แต่ยังไงเขาก็ไม่ยอมรักฉันเสียที”
ได้ยินสิ่งที่เรียวบอกผมก็อดน้อยใจพูดบอกมันออกไ ป
“ไอ้จิน นี่แกเป็นอะไรไปวะ ทำไมทำน้ำเสียงหมดแรงท้อแท้อย่างนั้น”
เรียวถาม ผมจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ทั้งหมดให้เพื่อนผมฟัง และเมื่อผมเล่าจบแทนที่เพื่อนผมจะเป็นคนถาม กลับกลายเป็นเพื่อนคาซึยะทั้งสองคน
“อาคานิชิ นายรักเพื่อนฉันจริงใช่ไหม”
“อาคานิชิซัง คุณรักคาเมะจังจริงๆหรือเปล่า”
ทั้งสองคนถามมาเรื่องเดียวกัน ฮิโรกิจ้องตาผมไม่กระพริบตีหน้าโหดใส่ ยูยะก็จ้องมองผมตาแป๋ว ตอนนี้ผมเหมือนผู้ต้องหาที่ถูกสอบสวนอย่างนั้นล่ะ ผมมีความซื่อตรงต่อจิตใจของตัวเองไม่คิดจะโป้ปด ผมรักคาซึยะ รักจนแทบจะบ้าแล้วล่ะครับ
“รัก รักมาก ไม่มีวันที่ใครจะมาแทนที่คาซึยะได้หรอก”
ผมบอกความจริงจากใจให้เพื่อนทั้งสองคนของคาซึยะได้รับรู้ แล้วจู่ๆใบหน้าฮิโรกิก็แย้มยิ้มต่างจากตีหน้าโหดเมื่อครู่ลิบลับ
“ในฐานะที่นายเป็นลูกผู้ชายจริง บอกให้ฉันรู้ว่านายรู้สึกกับคาเมะยังไง ฉันจะช่วยบอกให้เอาบุญนะว่า คาซึยะไม่เคยสนใจใครเท่านายมาก่อน นายน่ะได้ชัยไปกว่าครึ่งแล้วอาคานิชิ”
“คาเมะจังน่ะ ช่วยเหลือคนอื่นให้เขารักกันมาก็มาก แต่ไม่ค่อยรู้ใจตัวเองหรอก ผมว่า คาเมะจังน่ะชอบคุณเข้าแล้วนะอาคานิชิ”
เมื่อผมได้ยินคำพูดผสมโรงของฮิโรกิและยูยะว่าคาซึยะน่ะ ต้องชอบผมขึ้นมาแล้ว ใจผมก็เต้นถี่ จากหดหู่ท้อแท้เมื่อครู่ก็กลายเป็นรู้สึกเริงรื่นขึ้นมาฉับ
“แต่แกอย่ามัวแต่ดีใจว่าคาซึยะชอบแกอยู่เลย แกต้องคิดด้วยว่าต่อจากนี้แกจะทำยังไงต่อไป”
ผมก็จนปัญญาล่ะครับตอนนี้ แผนคราวที่แล้วล้มไม่เป็นท่าขืนผมคิดมาอีกแผนอาจจะไม่ได้คาซึยะมาครอบครอง
“คิดไม่ออกวะ ใครช่วยเสนอหน่อยสิว่าควรทำอย่างไง”
ผมเห็นทุกคนต่างทำสีหน้าครุ่นคิดช่วยเหลือผมกันใหญ่ แล้วผมก็เห็นรอยยิ้มของฮิโรกิเด่นขึ้นมาในสถานการณ์ตึงเครียด
“ฉันคิดออกแล้วล่ะ ว่าจะทำอย่างไงต่อไป”
“ทำยังไงล่ะ”
ทุกคนรวมทั้งผมพร้อมใจกันถาม แล้วรอยยิ้มร้ายที่แอบคล้ายคลึงกับคาซึยะนั้นผุดขึ้นบนใบหน้าขาวใสของฮิโรกิเมื่อเขาเปล่งเสียงมาว่า “บุกเข้าห้อง อย่างไงล่ะ !”
.
.
..
ตอนนี้ผมยืนอยู่หน้าห้องในคอนโดหรูใจกลางกรุงโตเกียว ทำไมผมถึงมาอยู่ตรงนี้น่ะหรือครับ เพราะผมมาตามใจเรียกร้องถวิลหาคาซึยะทุกลมหายใจ รู้สึกผมพูดจาเหมือนพระเอกน้ำเน่าไปหน่อยเข้าเรื่องดีกว่า
ผมมาที่ห้องคาซึยะตามคำบอกของฮิโรกิที่ให้ผมบุกเข้าห้องคาซึยะ ตอนเขาพูดทีแรกทำผมตกอกตกใจ นึกว่าให้ผมบุกเข้าห้องแล้วจับปล้ำคาซึยะ เอ่อ แต่ผมก็แอบอยากทำอย่างนั้นอยู่น่ะครับ เร้าอารมณ์ดี(หัวเราะ) ผมยิ้มกุญแจไขประตูห้อง
อ๊ะ ไม่ต้องสงสัยหรอกครับว่าผมมีคีย์การ์ดห้องคาซึยะได้อย่างไง ตัวช่วยผมให้มาน่ะสิ เพราะคาซึยะไว้ใจเรียวฝากคีย์การ์ดสำรองของตนเองให้กับพี่ชายไว้ ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองนั้นโชคดีชะมัดถ้าผมไม่ได้เป็นเพื่อนกับเรียว งานเด็ดดอกฟ้าคงต้องแห้วกินแน่นอน
เมื่อผลักบานประตูเข้ามา ผมพบเข้ากับห้องสีเบจ เครื่องเรือนภายในห้องถูกจัดแต่งอย่างดี ดูกลมกลืนกับสีห้อง ผ้าม่านถูกเปิดทิ้งไว้คาซึยะคงเปิดรับแสงแดดตอนเช้ากระมัง
คาซึยะยังไม่กลับมาถึงห้อง เขามีเรียนเลิกประมาณบ่ายสี่ครึ่ง ผมมองนาฬิกาข้อมือ เวลาบ่ายสี่ครึ่งพอดี เขาน่าจะเลิกแล้ว อีกสักพักเขาคงกลับมาเพราะวันนี้เขาไม่มีเพื่อนชวนให้ เถลไถล แน่ ทั้งยูยะและฮิโรกิต่างอยู่กับแฟนหมาดๆทั้งคู่ ป่านนี้คาซึยะคงเหงาแย่เพื่อนมีแฟนกันหมดแบบนี้
ผมถือวิสาสะเปิดโทรทัศน์ฆ่าเวลารอคาซึยะกลับมา จริงๆผมหาอะไรทำเพื่ออารมณ์ที่ตื่นเต้นของตัวเอง ถ้าผมไม่หาอะไรทำคงเดินเป็นหนูติดจั่นวนจนพื้นพรมคาซึยะสึกหมดเสียก่อน
ผมนั่งรออยู่ภายในห้องของคาซึยะราวชั่วโมงเศษ ก็ไม่เห็นวี่แววว่าเขาจะกลับมา ผมอดเป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงกับที่รักผมหรือเปล่าผมหยิบโทรศัพท์มือถือ กำลังจะกดโทรหาคาซึยะแต่ก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะผมรู้สึกว่าผมยังไม่มีสิทธิโทรหาเขาในตอนนี้ ไม่ใช่ทั้งเพื่อน ญาติพี่น้องหรือแฟนแต่กลับโทรหา แถมเมื่อกลางวันผมยังบอกว่าจะมาเอาคืนเขา โทรไปหาคงไม่ดีแน่ ก็เลยนั่งรอต่อไป
บรรยากาศในห้องมืดครึมลง เพราะเริ่มเย็นย่ำมากแล้ว ผมจึงเดินไปเปิดไฟและกลับมานั่งลงที่เดิม แล้วผมก็ได้ยินเสียงก็อกแก็กจากประตูดังขึ้น
คาซึยะมาแล้ว!
เขาต้องตกใจมากที่เห็นผมอยู่ในห้อง แต่ผมตั้งใจแบบนั้น เลยทำท่าทีสบายๆนั่งไขว่ห้างมองไปยังจอโทรทัศน์โดยที่แอบเหล่มองว่าคนตัวเล็กเข้ามาหรือยัง บานประตูเปิดห้อง เขาหิ้วถุงมาเยอะแยะเชียว เขาวางของพวกนั้นลงเมื่อเข้ามาในห้อง แล้วเขาก็ทำหน้างง เขาคงรู้สึกถึงแสงสว่างภายในห้อง และเมื่อเขาหันมาเห็นผมคาซึยะทำตาโต ด้วยอาการตกใจอย่างที่ผมคาดไว้ไม่มีผิด
เขาเดินลงส้นตึงๆมาที่ผมพร้อมกล่าวว่าผม
“นายเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง !”
เขากระชากเสียงถามผมใบหน้าเขากราดเกรี้ยวมากครับ ผมชัดจะปอดแล้วสิเข้าอารมณ์แรงเสียขนาดนี้
“กลับมาแล้วหรือ”
ผมไม่ตอบคำถามเขา แต่กลับถามทักเหมือนคนอยู่รวมบ้านชายคากันก็ไม่ปาน แล้วเลือกเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยๆ เขาคงหงุดหงิดที่ผมทำเมินคำถามของเขา คาซึยะจึงกระชากรีโมทกดปิดลงฉับ
“กำลังไม่มีอะไรดูอยู่ดีพอดีขอบคุณที่ปิดให้นะครับ”
ผมยิ้มให้เป็นการขอบคุณ แต่คาซึยะดูจะไม่ชื่นชอบรอยยิ้มผมเท่าที่ควรเพราะใบหน้าเขาบึ้งตึง ดูไม่พอใจอย่างมาก
“ออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้นะ”
คาซึยะออกคำสั่ง แต่มีหรือว่าผมจะยอมออกไปง่ายๆ ผมยิ้มก่อนจะรวบเอวบางให้หล่นลงปุที่ตักของผม ตัวคาซึยะเหมือนตุ๊กตานุ่มนิ่มน่ากอดไปหมดเลยครับ
“นายจะทำอะไรนะ ปล่อยฉันนะ”
คาซึยะพยายามที่จะดิ้นรั้นออกจากอ้อมแขนผมให้ได้ ผมจึงยิ่งแกล้งกอดรัดให้แน่นขึ้นอีกเท่าตัว เขาจึงหยุดดิ้น และผมก็พูดในสิ่งที่เขาท้าทายผมเอาไว้เมื่อกลางวัน
“ปล่อยให้โง่หรือไง วันนี้นายทำฉันเจ็บมากรู้ไหม นายบอกให้มาเอาคืนลืมแล้วงั้นหรือ”
เขาทำสีหน้าเจื่อนๆเหมือนรู้ตัวว่าตัวเองพลั้งพลาดพูดจาหาเรื่องใส่ตัว เขางุบงิบตอบผมเสียงเบาว่าไม่ได้ลืม แต่เขาไม่ได้หลบตาผมเหมือนโจรหนีความผิด เขากล้าที่จะจ้องผม ผมโอบตัวเขาแน่นขึ้นและถามออกไป
“ไม่เหงาหรืออยู่คนเดียวนะ”
เขาอึ้งไปพักหนึ่งแถมยังเบี่ยงหน้าหลบสายตาพร้อมกับปฏิเสธตะกุกตะกักว่าไม่ได้เหงา ผมเอามือโอบใบหน้าให้หันกลับมามองอยู่ที่ผม และบอกว่าถ้าจะตอบต้องหันมองหน้าคนถามด้วย
“เพื่อนๆนายมีแฟนกันหมดแล้ว นายไม่อยากมีกับเขาบ้างหรือไง”
เขาไม่ติดใจสงสัยว่าทำไมผมถึงทราบว่าเพื่อนของเขามีแฟนกันหมดแล้ว แถมเขายังมาถามแบบเสียงเชิดหยิ่งใส่ผมอีก
“ทำไมล่ะ นายอยากเป็นแฟนกับฉันหรือไง”
“ใช่”
“นายหลอกฉันสินะ”
เพียงผมตอบว่าใช่เขาเถียงผมต่อไม่ทันขาดคำ
“ฉันไม่เคยหลอกนะ มีแค่คาซึยะนั้นแหละที่แกล้งหลอก”
“นี่เกิดอะไรขึ้นกับนายกัน นายไปกินยาอะไรผิดสำแดงหรือเปล่า”
คิ้วเขาพันกันยุ่ง ดวงตาเล็กหรี่มองผมอย่างไม่ไว้ใจ
“ฉันไม่เชื่อ นายกำลังหลอกฉันใช่ไหม อาคานิชิ นายบอกฉันเองว่านายเกลียดเกย์ แล้วอยากมาเป็นแฟนกับผู้ชายอย่างฉัน นายบ้าไปแล้ว” “นายฟังดีๆนะคาซึยะ เรื่องทั้งหมดฉันทำเพื่อให้ได้ใกล้ชิดนาย ให้นายสนใจฉัน”
เขานิ่งไปพักหนึ่งเหมือนพยายามตั้งสติ ก่อนจะถามผมอย่างไม่แน่ใจในความจริงที่ผมบอก เขาถามเหตุผลว่าผมทำไปเพื่ออะไร “เพราะฉันรู้ว่าถ้าจีบนายแบบธรรมดานายคงไม่สนฉันไงล่ะ ถึงได้ต้องวางแผนขนาดนี้”
คาซึยะทำสีหน้าครุ่นคิดครู่ใหญ่ก่อนจะด่าว่าผมหลอกเขา
“ถ้าฉันไม่ทำถึงขนาดนี้ นายก็คงไม่ชอบฉันใช่ไหมล่ะ”
“ใครชอบนาย อย่ามาทำนิสัยหลงตัวเองนะ”
“หืมม์..ไม่ชอบแต่ยอมทำถึงขนาดนั้นกับฉันงั้นหรือ”
เขาคงนึกไปถึงเมื่อคืนที่ทำอะไรไว้กับผม คาซึยะหน้าแดงด้วยความเขินอายก่อนจะพูดประโยคที่ผมรอฟังจากเขามานาน
“ฉันยอมรับก็ได้ว่าฉันชอบนาย”
พอเขาบอกปุ๊บผมก็หอมแก้มเขาปั๊บ พร้อมกับบอกความในใจที่ อดกลั้นเอาไว้
“รู้ไหมว่าฉันรักคาซึยะตั้งแต่เจอครั้งแรก ฉันดีใจมากที่คาซึยะก็ชอบฉัน”
คาซึยะเขินอายหลบหน้าผม ผมเชยคางเขาให้หันมาและลงสัมผัสริมฝีปากหวานฉ่ำที่ทำให้ผมติดหนึบไม่ได้สามารถถอดถอนไปได้เลย เราทั้งสองผลัดกันแทรกสอดความหวานให้เติมเต็มกับเราทั้งคู่ ผมจูบคาซึยะจนปากเขาแดงเห่อ ทำให้ผมอยากจะปลุกปั้นให้เขาแดงไปทั่วตัว
“ฉัน ขอต่อจากคาราโอเกะได้ไหม”
“คาราโอเกะไหนกัน ฉันจำไม่เห็นได้เลย”
เขาทำท่าจำไม่ได้แต่การกระทำมันต่างกันลิบลับ เพราะเขาแลบปลายลิ้นเลียริมฝีปากบาง ยั่วผมแล้ว มือไม้ของเขายังปัดป่ายบริเวณเสื้อผมจนร้อนผะผ่าว
“ แต่ถ้านายอยากให้ฉันจำได้ก็ช่วยทวนให้หน่อยได้ไหมล่ะ”
วันนี้ผมยอมเป็นติวเตอร์ส่วนตัวให้คาซึยะทวนความจำเรื่องวันนั้นอย่างเต็มใจผมจะได้ลิ้มรสชาติเวอร์จิ้นจากคาซึยะแล้วล่ะครับ ฉากต่อจากนี้ผมขอไม่เล่าเก็บเป็นความลับของเราสองคนดีกว่าครับ
ตอนนี้ความรักของผมถึงจะเพิ่งลงเอย แต่ความจริงมันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นระหว่างเขากับผม ไม่ว่าต่อไปนี้จะเจออุปสรรคมากมายเพียงไรผมเชื่อมั่นว่า ความรักของผมและเขาจะฝ่ามันไปได้ ยังไงก็อวยพรให้คู่ของเรามีความสุขรักกันหวานชื่นด้วยนะครับ
^^
THE END : Gay Project Special Version Jin Side
edit @ 21 Jun 2009 19:59:22 by MeEmE FiXxX